Kojiro มาเยือน's profileเยือนถิ่น kojiroPhotosBlogLists Tools Help

เยือนถิ่น kojiro

Kojiro มาเยือน

Occupation
Location
Interests
Musashi ชนะ Kojiro เพราะมาสาย...
Lists
May 10

ย้ายอีกแล้วเฟ้ย

ขออนุญาตย้าย Blog จาก multiply กลับไปที่ http://kojiro540.wordpress.com ขออภัยในความไม่สะดวก
April 25

อยากจะย้ายอีกซักครั้ง

ขออนุญาตย้าย Blog ไปที่ http://kojiro540.multiply.com ที่นี่อาจไม่ใช่ที่สุดท้ายนะครับแต่ก็ใช้อยู่ประจำอยู่แล้ว
December 31

โย้กย้ายๆ

  เปลี่ยนที่อยู่แล้วนะครับ คราวนี้คงใช้ที่อยู่ใหม่ยาวเหมือนกัน
http://kojiro540.wordpress.com

November 07

เสียดาย

          ห่างหายไปซะนานนม   มันมีความจำเป็นหลายๆเรื่อง   ถ้าพูดถึงความจำเป็นนั้นก็คงเป็นเรื่องที่เราสนใจเรื่องอื่นมากกว่าอีกเรื่องหนึ่ง   เป็นคำพูดที่ดูดีแต่ว่าแฝงไปด้วยคำแก้ตัวของเรา เอาเป็นว่ากลับมาแล้วยังดีกว่าหายไปตลอดกาล  
          แต่ก่อนเคยคิดมั้ยว่า ของที่เราอยากได้ยังไงก็ต้องได้มาให้ได้ไม่ว่าจะทำยังไง   ถ้าเรามีจิตสำนึกของความเป็นคนดีอยู่ในใจเราซักนิดนึงเราก็คงคิดได้ซึกวันแหล่ะว่า ที่เราใช้คำว่าเสียดายให้มันดูดีในสายตาเราหรือว่า สายตาคนอื่นนั้นมันเป็นคำแก้ตัวอยู่เหมือนกัน   จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเอง   ไม่ต่างอะไรกับคำว่าแก้ตัวที่ว่า จะมีซักกี่คนที่อยากทำเรื่องที่เคยทำมาแล้วซ้ำ   เพราะมันไม่ดีและอยากทำให้มันดีเพื่อใครอีกซักคนหรือใครหลายๆคนโดยไม่ได้หวังว่า เค้าจะมองเราอีกด้านหนึ่ง พูดแบบนี้ดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรเพราะตัวผมเองตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าพูดอะไรอยู่
          เอาเป็นว่าตัวผมเองตอนนี้ก็จะใช้คำว่าแก้ตัวก็ได้   ว่าที่คิดว่าไม่อยากแก้ตัวเพราะมันเห็นแก่ตัวหรือว่า เสียดายอยากกลับไปทำให้ดีอีกครั้งหรือ อยากได้โอกาสอีกครั้งมันเป็นคำแก้ตัว บางทีเราแก้ตัวก็เพราะความจำเป็นบางเรื่อง แต่ที่ต้องแก้ตัวกันคงเป็นเพราะว่าเรานั้นยังแคร์เรื่องที่เราแก้ตัวอยู่ลึกๆเหมือนกันว่ามั้ย
          ถ้าคิดเรื่องพวกนี้มากมันก็เหมือนกับการจมปลักอยู่กับอดีต   ทั้งที่คนเราควรอยู่กับ 3 สิ่งคืออดีต ปัจจุบัน และ อนาคต หากเราวิ่งตามมัวแต่ถอยหลังดูอดีตก็จะไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ หรือว่า เราอยู่กับปัจจุบันก็จะกว่าไปข้างหน้าไม่ได้ แล้วถ้าเรามัวแต่วิ่งตามอนาคตเราก็จะเหนื่อยและล้มลง
          เคยอ่านเจอ ปรัชญาของขงจื้อว่าไว้ว่า   มีชายคนนึง(ทำไมต้องเป็นชาย)วิ่งตามเงาตัวเอง อยากจะวิ่งให้ทันไม่ว่าจะวิ่งยังไงเค้าก็ตามเงาตัวเองไม่ทันหรือว่าบางทีเค้าก็วิ่งหนีเงาอยากจะทิ้งห่างเงาให้ไกลกว่า 1 ฝ่าเท้า แต่ทำยังไงเค้าก็ทำไม่ได้ จนในที่สุดเค้าวิ่งจนเหนื่อยเค้าก็ตายเพราะความเหนื่อยจากการวิ่งกับเงานั้นนั่นเอง  ทำไมเค้าไม่หาร่มไม้ซักที่แล้วยืนอยู่เฉยๆ เค้าก็จะไม่เห็นเงาให้วิ่งหนีหรือว่า เห็นว่าเงาอยู่แค่ใกล้นิดเดียวหรือทันเงาของเค้าเองแล้วไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาให้เหนื่อยด้วย
          คิดได้ไงคนสมัยก่อน คิดความคิดเกี่ยวกับชีวิตได้เข้าใจดีจริงๆ ผมอ่านแล้วรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดเวลามีเรื่องกลุ้มใจ  เช่น  เรื่องการเรียน ผมมักจะพยายามผลักดันตัวเองให้เก่งกว่าเพื่อนคนนึงแล้วก็หนีเพื่อนอีกคนนึงให้ได้ เพื่อไม่ให้เค้าตามผมทัน  แต่พอเจอปรัชญาข้อนี้แล้วผมคิดว่าควรจะอยู่กับตัวเองดีกว่า ยังไงเมื่อวันเวลาผ่านไปแต่ละวัน ทำไมไม่คิดซะว่ายังไงๆวันนี้ก็ต้องให้ดีกว่า เมื่อวาน แล้วพรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่าวันนี้แม้ว่า   มันนิดเดียวก็ยังดี
September 28

การต่อสู้ ภาคกำเนิด

          ส่วนตัวผมเป็นคนชอบอ่าน คอลัมของ วิรัตน์ โตอารีมิตร เพราะอ่านแล้วมันสนุกรื่นรมย์ รู้สึกได้ข้อคิดดี
          และล่าสุดผมติดตาม a day ทุกเดือนแหล่ะ แต่อาศัยยืมเอานะซึ่งเค้าใช้ชื่อ ญามิลา เขียนเรื่องเหนือความจริงเอาไว้
          แต่ที่โดนใจน่ะมันไม่ใช่เรื่องเหนือความจริงแต่เป็นเรื่องความพยายามที่เค้ายกมาจาก รายการทีวี น่ะครับ
          สู่ต่อไปนะ    สู้ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   ความตายเท่านั้นที่จะทำให้เราหยุดสู้   แนวความคิดดีมากไม่รู้รายการอะไรจำไม่ได้
          มันเอามาเป็นกำลังใจในการสู้ชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยเชียวหล่ะ   ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงสอบด้วย   และช่วงมีความรักอีกตะหาก เอิ๊กๆ
         
          การต่อสู้มันมีรอบตัว   ในการ์ตูนก็มีการต่อสู้   จะไปหามุมสงบตามร้านกาแฟก็มีการต่อสู้แย่งชิงที่นั่งกันอีก   ดูแล้วทุกอย่างรอบตัวเรามันต่อสู้กันไปหมด
          ตัวเราเองก็ต้องสู้กับตัวเอง   สู้กับความขี้เกียจ   หากคิดว่า เสร็จงานชิ้นหนึ่งๆคือชัยชนะ   ถึ่งจะเป็นชัยชนะก็ไม่ใช่ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ
          คนที่คิดว่าเส้นทางการต่อสู้จบลงแล้ว   จะเป็นคนที่ยอมแพ้ให้กับการต่อสู้มากที่สุด   ต่างกับคนที่คิดว่า ตัวเองยังไม่ชนะ คนๆนั้นจะได้รับชัยชนะที่สมบูรณ์แบบซักวันนึง
 
September 24

ชีวิตวัยรุ่น ภาค 2

          ใครเคยอิจฉา นก บ้างที่มันบินได้อิสระ แล้วใครอิจฉา หมา หรือ แมว ที่มันวันๆไม่ต้องทำอะไรเลย นอนทั้งวันไม่ต้องคิดอะไรให้วุ่นวายใจเลย
          ไหนๆผมก็เกิดมาเป็น คน กับพวกคุณทั้งทีจะไม่ขออิจฉาพวก สัตว์สปีชีส์ อื่นละกันแต่ขอใช้ความคิดให้มันสมควรเป็นคนหน่อย
          ลองนึกทบทวน วิเคราะห์ กันดูว่าชีวิตเราทั้งชีวิตมันผูกติดกับเรื่องอะไรกันบ้าง
          ตอนนี้เป็น นักศึกษา อยู่พ่อแม่ส่งให้มาเรียนหนังสือท่านเพียงหวังว่า จบ ออกมาแล้ว ลูกๆจะได้หาเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ   ดังนั้นหน้าที่ของเราคือเรียน
          แล้วในช่วงชีวิตวัยเรียน เราไม่ได้เรียนอยู่บ้าน หรือไม่ได้เรียน ราม มันก็มีสังคม เพื่อนฝูง มันถือเป็นประสบการณ์การใช้ชีวิตและเตรียมพร้อม ออกไปเผชิญโลกข้างนอก
          อีกทั้งในช่วงนี้มันเกี่ยวแน่นอน หากเราไปถูกใจใครซักคน นั่นแหล่ะมั้งที่เค้าเรียกกันว่าความรัก   ผมก็ไม่ค่อยรู้จักหรือ เชี่ยวชาญคำนี้ซักเท่าไรหรอก
          เอาแน่ๆเลย ชีวิตนักศึกษา แบบเราๆมันมีเรื่องให้คิดมากกว่า 1 เรื่อง มีเรื่องที่ผูกติดกับตัวเราเองมากกว่า 1 เรื่องแน่นอนการที่เราเอาความรู้สึกมาลงกับเรื่องใดมากเกินไปมันก็ไม่ดี
          แล้วเรื่องอะไรล่ะ ที่มันดึงอารมณ์เราไปได้มากที่สุด   สำหรับผมก็คงเป็นเรื่อง รักๆ ใคร่ๆ แหล่ะมั้ง แต่ช่วงนี้สบายใจหน่อยเพราะมันไม่ค่อยมีเรื่องแบบนี้มาเกี่ยวข้อง
          หรือถ้าเกี่ยวข้องก็จะไม่เกี่ยวข้องหลายราย แต่จะเป็นรายเดียวและเป็นหนัก   ทุ่มเทกับสิ่งพวกนี้มากเกินไป   ทั้งๆที่ตัวเองก็คงไม่มีปัญญาดูแลใครทั้งคนได้ในตอนนี้
          แต่เคยเป็นกันมั้ยครับ   มันก่อตัวขึ้นมาเองไอ้ความรักเนี่ยะ   เริ่มตั้งแต่ รู้สึกปลื้มและชอบ ใครซักคนมันก็เรียกได้แล้วมั้ง   ยิ่งได้ใกล้ชิดมากขึ้นมันก็ยิ่งถลำลงลึกยิ่งขึ้น
          แต่ควรรู้ตัวว่าถ้าถลำไปแล้วมันสร้างความเดือดร้อนให้คนที่เรา หมายปอง อันนี้ต้องมาคิดกันดูว่า เค้ารู้สึกยังไงหากเค้าไม่ต้องการ มันดูเป็นการเห็นแก่ตัว ถ้าเรายังดึงดัน
          ถอยมา หนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าต่อไป หลายก้าว   ออกมาว่าเราจะทำอย่างไรให้เป็นสุขและสามารถทำเรื่องอื่นได้ต่อ   อย่าทำให้ตัวเองต้องจมกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเด็ดขาด
          แม้จะต้องผิดหวังแต่อย่างน้อยก็ได้พยายามแล้ว   มันก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่ไม่เคยได้รู้จัก แต่ตอนนี้ได้รู้จัก แต่เค้าไม่สนใจมันก็คงไม่เสียหาย   แต่ถ้ามันราบรื่นก็ต้องยอมกับกันให้ได้
         
 
          ชีวิตวัยรุ่นมันมีอะไรให้คิดตั้งเยอะแยะนะ.....................อย่าเอาตัวเองไปผูกไว้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเลย แต่ไม่ได้บอกว่าไม่สำคัญแต่มันสำคัญทุกเรื่องแหล่ะ
          ขึ้นอยู่กับเราจะทำความเข้าใจ ยอมรับ และ ร่วมเดินกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรต่างหาก...ถ้ากลัวการเริ่มต้นการเดินก็จะหยุด   ถ้ากลัวการล้ม   การเริ่มต้นก็จะไม่เกิด
          มันจะเป็นยังไงก็ช่างแต่ขอให้เราทำแต่ละอย่างให้ดีที่สุดก็พอแล้ว   แค่นั้นก็พูดได้ว่า อย่างน้อยเราก็ได้พยายามแล้ว                 
September 20

สีเหลืองยังไม่ทันจาง สีแดงก็เข้ามาแทรก

          "อ่าวรายการพิเศษหรอ   พรุ่งนี้มันวันอะไรหว่า"    "ไปอยู่ไหนมาเนี่ยะ เค้าปฏิวัติกันแล้วเว้ย"   ฟังแล้วผมชะงักเลย ตกใจมากไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นใน พ.ศ. นี้ได้
           ซะใจคนไทยบางกลุ่มแล้วใช่มั้ยแบบนี้   ผลจากการกระทำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่คิดถึงประเพณีของไทย   หรือเป็นเพราะความต้องการอำนาจของคนบางกลุ่ม
           อันนี้ต้องดูตอนจบ   แต่ที่แน่ๆมีแต่เสียกับเสีย   คนไทยทุกคนไม่ต้องการให้ประเทศตกต่ำ   และก็ไม่ต้องการให้เจริญแบบอเมริกาแต่ย่ำแย่ทางสังคม
           ผมเพิ่งเคยเห็นจะๆครั้งแรกนี่แหล่ะ   ตอนปี 35 ก็ยังเด็กไม่รู้เรื่องอะไรมากนักรู้จักแต่คนที่ชื่อ จำลอง กับ สุจินดา แต่ไม่รู้จักคนที่ชื่อ ทักษิณ
           ในฐานะที่เป็นคนไทยที่จงรักภักดิ์ดีคนหนึ่งต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์   รู้สึกเป็นห่วงในหลวงของเรา   ท่านต้องมาทุกข์ใจเพราะคนในชาติแตกความสามัคคี
           เราจะช่วยท่านแบ่งเบาได้อย่างไร   ทุกคนน่าจะรู้ตัวกันดีอยู่แล้ว   แต่คนบางกลุ่มกับเห็นแก่ตัวกระทำตามใจตัวเองจนมันวุ่นวายแบบนี้
           ใครอยากให้ประเทศของตัวเองเป็นแบบ อีรัก กันบ้างล่ะเนี่ยะ   เห็นว่า อเมริกา จะเข้ามาแทรกแซง ซึ่ง พี่มะกันก็คงจ้องตาเป็นมัน
           มันเกิดขึ้นมาแล้ว   สิ่งที่ทำได้ก็ต้องตามเกมส์ไปแล้วหวังว่ามันจะจบลงด้วยดี แต่มันจะดีหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่คนไทยทั้งประเทศอีกที
           ป่าจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับใบไม้แต่ละใบ   สีเหลืองจะยังคงสดใส หรือว่า สีแดงจะสาดกระเซ็น ขึ้นอยู่กับปวงชนชาวไทยทุกคนแล้วทีนี้
September 15

เช้าๆ

     กรี้งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   เสียงนาฬิกาปลุกดังต่อเนื่องอย่างยาวนานจบลงด้วยการเอื้อมมือไปกด   และนอนต่ออย่างมีความสุข
     เอ้าใครเป็นแบบนี้บ้าง   ยกมือหน่อยสิจะได้รู้ว่ามีพวกเดียวกันเยอะรึเปล่า....
     ผมเป็นแบบนี้มานานแล้ว   การควบคุมตัวเองเนี่ยะมันขึ้นอยู่กับระเบียบวินัยของแต่ละคนด้วยนะ
     ส่วนตัวแล้วไม่มีเอาซะเลยไอ้เรื่องระเบียบวินัยเนี่ยะ   มันเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตผมเลยแหล่ะ
     ทุกวันนี้พอตื่นมาพระอาทิตย์ก็ส่องตรงกลางหัวพอดีเลย   รู้สึกตัวเองไร้ค่ามาก   ชีวิตในช่วงเช้าและสายๆมีอะไรให้ทำเยอะแยะมาก
     ผิดกับช่วงดึกๆดื่นๆที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ หรือทำแล้วก็รู้สึกไม่มีประโยชน์   ไม่รู้เพราะอะไรนอนดึกได้เหมือนมีบอลถ่ายทอดทุกวันเลย
     นอนเยอะๆก็จะรู้สึกวันนั้นไม่ค่อยสดชื่นเอาซะเลย   นอนน้อยแต่ตื่นเช้ายังรู้สึกสดชื่นซะกว่า นอนเยอะแต่ตื่น บ่ายๆซะอีก
     ไม่รู้เป็นเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น แต่รู้สาเหตุการนอนเยอะมาจากคำว่า "ขออีก 5 นาทีละกัน" ซึ่มักจะยาวไปชั่วโมงๆเลยทีเดียว
     
     หากตอนกลางคืนมีเรื่องพิเศษล่ะก็   เช้าวันรุ่งขึ้นก็จะไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกแน่นอน   มันก็ยังดีนะเพราะเรื่องแบบนั้นนานๆมีซักครั้ง
     แต่ทุกวันนี้ทำอะไรเรื่อยเปื่อยก็ปาเข้าไป ตี 3 แล้ว   โทรม ไม่สดชื่นเวลาตื่น ไม่ได้ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป    ชีวิตแบบนี้มันดูไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเลย
     ผมฝันว่าจะทำอะไรๆหลายอย่าง   ฝันว่าจะเป็นอะไรหลายๆสิ่ง   แต่จะไปให้ถึงความฝันที่วาดเอาไว้ได้นั้นมันจำเป็นต้องตื่นเช้า
     คนที่นอนเยอะมีสิทธิ์ฝันได้มากกว่าคนที่นอนน้อย   แต่คนนอนน้อย ตื่นเช้ามีสิทธิ์ทำฝันให้เป็นจริงได้มากกว่าคนที่นอนเยอะ
     กาแฟยามเช้า ดูพระอาทิตย์ขึ้น   สัมผัสแดดอ่อนๆ   สิ่งเหล่านี้ผมยังฝันว่าอยากจะให้มีเข้าามาในชีวิตผมเป็นกิจวัตรประจำวัน...
September 10

แก่งแย่งชิงดี

          เอ้าหายไปนานไม่ใช่ไม่อยากเขียนนะแต่มันไม่มี อินเตอร์เนท แล้วที่ห้อง เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ดูจะเกินตัวไปก็เลยจำเป็นที่จะต้องประกาศแยกทางกับอินเตอร์เนท ความเร็วสูงกับทางหอพักชายพงษ์วิกรซะให้รู้แล้วรู้รอดไป   แต่พอไม่มีมันสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตผมก็มีหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในโลกไร้พรหมแดนนี้ หรือว่า จะเป็นรูปภาพตัวอย่างของหนังบางประเภท   แต่ก็ดีนะชีวิตที่เคยจมกับสิ่งเหล่านี้(ส่วนมากก็ไร้สาระแหล่ะ) ก็ได้ออกมาข้างนอกกับเค้าบ้างแล้วแต่ไหงออกมามองรอบตัวมันมีแต่แรงกดดัน ความรู้สึกตึงเครียดมหาศาลนี่มันคืออะไรกัน
          หลังจากที่ผมหลุดออกมาจากโลกไร้พรหมแดน   ก็ต้องเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย   จากเดิมที่สั่งข้าวหรือซื้อข้าวกล่องกลับมากินที่ห้อง   ตอนนี้ก็เริ่มออกมานั่งกินข้าวที่ร้านตามข้างถนน แต่จนแล้วจนรอดก็   เกิดความคิดทุเรศๆขึ้นมาในหัวผมอีกจนได้   ระหว่างเช้าวันหนึ่ง(11.45) ระหว่างรอก๊วยเตี๋ยวข้างถนน ผมนั่งเหมอมองรถติดไฟแดงอยู่ครับ แล้วก็นับเวลาตามเลขที่มันแสดงเอาไว้นับถอยหลังรอไฟเขียว พอไฟเขียวปุ๊บรถแต่ละคนก็รีบออกตัวชนิดไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว...    ทั้งๆที่เวลาเพียงแค่ 2-3 วินาทีเท่านั้นรถที่รวมกันอยู่หน้าจุดสตาร์ท ก็หายไปกับตาผม   นี่ผมหายไปจากสังคมไทยนานขนาดนี้เลยหรอครับ   ผมตกใจมากกับการกระทำนี้ทำไมถึงต้องแข่งขันกันขนาดนี้ด้วยเพียงแค่เรารอเวลาแค่ ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ได้ขับขี่ยวดยานได้อย่างสบายใจและปลอดภัยแล้วแท้ๆ
          ผมเริ่มเกิดความระส่ำระสายในจิตใจลึกๆเสียแล้วสิ   ผมจัดแจงวางเงินไว้บนโต๊ะรีบดื่มน้ำที่เทมาให้หมดแล้วรีบลนลานออกจากร้านก๊วยเตี๋ยวเพื่อตามหาความจริงทันที   แต่เวลานั้นไม่รอใครผมสตาร์ทรถมอร์เตอร์ไซค์คู่ชีพสีชมพู   ก็กลับไปติดไฟแดงที่มองเมื่อซักครู่อีกรอบ   ร้อนเหลือเกิน   อบอ้าวเหลือเกิน   นั่งมองเวลานับถอยหลังของสัญญาณไฟจราจร   พอไฟเขียวปุ๊บผมรีบบึ่งรถออกทันทีเป็นที่ 1 อย่างไม่ต้องสงสัยระหว่างขี่ไปผมคิดในใจว่า จะต้องหาคำตอบนี้ให้ได้ว่า ในโลกนี้มันเต็มไปด้วยการแข่งขันแล้วหรือ   ที่ๆผมจะไปเพื่อคัดค้านคือ ชนบทอันห่างไกลที่ๆอยู่กันอย่างสงบ   ขับถึงตลาดต้องข้ามทางรถไปดันติดขบวนรถไฟอีก   แต่พอขบวนผ่านพ้นไป   ไม่น่าเชื่อเหตุการณ์ที่ผมเจอที่ไฟแดงตอนนั้งรอก๊วยเตี๋ยวเกิดขึ้นอีกแล้ว   มันหนักกว่าเก่าอีกเพราะ รถไฟมันมาทีนึง นานๆมาทีแต่นี่กลับรีบกันชนิดว่า  รถไฟมาทุก 15 วินาทีเลยทีเดียว....
          ผมเกิดความท้อใจ ปนความหิวเพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้า(ตอนเที่ยง) เลย   ผมตัดสินใจกลับมาที่มหาลัย   มาที่อาร์ตอเวนิวทันที   หาไรกินซักหน่อยแล้วค่อยหาคำตอบดีกว่า ผมคิดในใจ   แต่ร้านข้าวตอนนั้นยาวเหลือเกิน   ผมสั่งข้าวทิ้งไว้แล้วมานั่งสมาธิอย่างสงบบริเวณหน้าร้านการ์ตูน   ภาพที่ผมเห็นนั้น   อีกแล้ว คนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอเช่าการ์ตูน   ผมต้องมาเจอความวุ่นวายหรอเนี่ยะ เจอกับผู้คนที่แข่งขันอะไรกันบ้าๆบอๆ   ผมเบื่อแล้ว ชีวิตนี้ มันช่างโหดร้ายมากนัก   ผมตัดสินใจวางเงินที่โต๊ะแล้ว รีบกลับห้องทันที.....
         
 
          โลกนี้มีแต่การแข่งขันทั้งนั้น...ผมไม่อยากแข่งกับใครแล้ว ไม่อยากทำอะไรให้มันวุ่นวายเด็ดขาด   นอนคิดอยู่นานก็เลยคิดว่า เราควรเผยแพร่ความคิดนี้ผ่านทาง space นี่นั่นเอง....................................................................................................................................................
 
 
 
 
..............................................................................แต่แล้วผมก็คิดได้ตอนนี้เองว่า ใน space ผมก็มีกลุ่มบุคคลมาแข่งขันกันด้วยนี่หว่า ตั้งนานแล้วด้วย :D
August 26

การพูด...การจา

เคยได้ยินสุภาษิต ปลาหมอตายเพราะปาก กันบ้างมั้ยมันเป็นคำที่คอยเตือนสติผมให้นึกอยู่เสมอว่า ลิ้นของคนเรานั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้ ได้ดีและ ร้าย ไปพร้อมๆกันได้เลย
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ผมต้องพูดมากไปซักหน่อย ผมก็เลยพยายามอธิบายให้คนที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนที่รักกันมากฟัง อธิบายไปน่ะดูดีมากๆ แต่ตัวผมก็ทำไม่ค่อยจะได้กับไอ้สิ่งที่พูด ทำให้ผมคงเสียเครดิตพอดูในความคิดของเพื่อนที่รักกันมากคนนั้น
นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้คำพูดที่ประสบพบเจอมากับตัวเป็นๆเลย ผมเคยได้พูดคุยกับ ชนเผ่า ดูนาโปกีซารี ทางแถบแอฟริกา เค้าบอกกับผมว่า "ลาปู เดบาโน จาโป กาลาแมยาปอ ปูดมากามัน บ่ ดี" แปลเป็นไทยก็... การพูดนั้นต้องเอาเท่าที่เราทำได้ มากไปก็ไม่ได้ดีกับตัวเรา ซึ่งหลังจากพูดเสร็จเค้าก็ถูกไฮยีน่าลากไปกิน(ฮามั้ย-ไม่ฮา)
ผมมานั่งคิดในเช้าวันเสาร์(บ่าย สอง) ก็คิดวิธีที่เราจะพูดแล้วทำให้คนอื่นเค้าดูเราฉลาดปราดเปรื่อง และมีอะไรมากมาย ที่มันจะไม่เข้าหาตัวเองด้วย ตามวิธีการดังนี้

1.พูดเรื่องธรรมชาติเท่าไปอย่า ไปลงลึกถึงรายละเอียด....ไม่ขออธิบายแต่จะยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น ตั้งใจเรียนนะ สายที่เธอเรียนมันยากรู้มั้ย หรือว่า ตื่นเช้าๆดิถ้าต้องการความสดชื่น แต่ละอย่างผมไม่ได้ทำเลย แต่ว่าผู้ฟังจะมาสวนเราว่าทีตัวเองล่ะ ก็ไม่ได้เพราะ เราก็บอกได้ว่า สายที่เราเรียนมันไม่ยากเท่าไร หรือว่า เราไม่ต้องการความสดชื่น
2.เวลาพูดควรใส่วาจาที่ดูเฉียบคม หรือ คำคม เช่น เวลาพักเที่ยง เราจะกิน ก๊วยเตี๋ยว ถ้าบอกว่า เด๋วไปโซ้ย เต๋วเนื้อดีก่า มันดูไม่ค่อยฉลาดเอาเลยนะ ควรเปลี่ยนมาเป็น ใจคนเรานั้นช่างคดเคี้ยวยากจะหยั่ง หากตรงได้เหมือนก๊วยเตี๋ยวเส้นเล็กก็คงดีไม่น้อย หากทำได้แล้วเราคงไม่ต้องมีหน้ากากหลายอันเพื่อใส่เข้าหากันเป็นแน่
3.ใส่คำอธิบายที่มา เหตุผล รากเง่าของสิ่งที่เราจะพูด เช่น ก๊วยเตี๋ยวนั้นเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน อันเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและ ยังมีอารยธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งประเทศไทยเรายังรับเอาอารยธรรม บางอย่างมาจากประเทศจีนเช่น อาหารการกิน นั่นก็คือ ก๊วยเตี๋ยว เป็นไงครับ ไม่ได้ความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับก๊วยเตี๋ยว แต่ก็ดูฉลาดยังไงไม่รู้
4.พูดในแนวปรัญญาเข้าไปเถอะ คนฟังเค้าต้องคิด เมื่อคนฟังคิดแล้วเราก็ดูฉลาดแล้วแหล่ะ เช่นว่า หากว่าแม่น้ำน้อยใหญ่รวมกันพันเกี่ยว หากอยากเห็นต้นตอก็จงมองที่ปลายทาง ดังเช่นเส้นบะหมี่ที่ไม่ได้แช่ในน้ำเย็นไม่ปาน
5.บอกเหตุผลเป็นไปในทางการเมือง การทำงาน ให้มันเกี่ยวกับวิชาการเข้าไว้ เช่น ก๊วยเตี๋ยวมันมีความมหัศจรรย์ที่เส้นนะ ดูดีๆละกันเส้นที่มันลอยอยู่ในน้ำซุปน่าจะมีสมการอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับวงโคจร คัสสินี่ นะ แต่ระวังไม่ใช่เราไปบอกว่า เส้นก๊วยเตี๋ยว เนี่ยะมันดูเหมือน หนอนแมลงวันในกองขยะเลย เวลาเราดูการเคลื่อนที่ของมันในน้ำซุปอ่า
6.พูดศัพท์ทางวิชาการให้เยอะๆเข้าไว้ เช่น ก๊วยเตี๋ยวมันเป็น food ที่ดูเหมือน junk ไม่ค่อยมีคุณค่าทาง nutrition เท่าไรแล้วแป้งที่ใช้มันมี grucose มากแค่ไหนก็ไม่รู้ไม่รู้จะเพียงพอต่อความต้องการรึเปล่า
7.หากไม่รู้ศัพท์ทางวิชาการ ก็พูดให้ศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะๆเข้าไว้ เช่นว่า ก๊วยเตี๋ยวมันเป็น Noodle ที่ดูแล้ว good เรา like it มากเลยแหล่ะ ไม่ว่า What Food ก็ไม่มาแทน at ได้เลย


ลองไปหัดกันดูอาจยากหน่อยตอนแรกๆเพราะไม่ชินแต่ควรใช้ให้หลากหลายไม่ใช่ใช้มันวิธีเดียว เด๋วเค้าจะหาว่าเราโง่เข้าไปใหญ่... แล้วจะรู้สึกฉลาดเหมือนผม :D

August 24

มิตรภาพ

เคยเจอเหตุการณ์ที่ทำให้เรานึกถึงมิตรภาพมั้ย เชื่อว่าหลายคนที่อ่านคงต้องเจอกันมาแล้วทั้งนั้น งั้นลองมาฟังเรื่องของผมกันบ้าง บางทีเรามีความสุขแล้วเรามีความสุขคนเดียวไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง แล้วถ้าวันหนึ่งความสุขนั้นหมดไป แต่ถ้ามันหมดไปเฉยๆ เราก็คงไม่ได้ คิดไรมาก แค่กำไรทั่วไป แล้วถ้า มันเป็นเรื่องของความรักล่ะ เรามีความรักแต่พออกหักแล้วเรากลับไปหาคนที่ที่เรียกว่าเพื่อน ระบายมันเรื่องที่เศร้าใจ ได้รับคำแนะนำต่างๆนาๆ ทั้งที่คนๆนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสุข หรือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราเลย หายไปแล้ว 5 ปี กลับมามีเรื่องไม่สบายใจมีเรื่องเดือดร้อน คนๆนั้นก็ไม่ได้ไปไหน อยู่ข้างเราเกือบจะเท่ากับคนในครอบครัวไม่ว่าเราจะผิดหรือถูก...ผมพูดถึงเพื่อนอยู่นะ ในชีวิตเรามีเพื่อนกี่คนกัน คนที่เราเต็มใจจะเรียกว่าเพื่อนมีกี่คนกัน ลองนั่งนับดู เกิน 10 คน ผมอิจฉาเลยแหล่ะ ในชีวิตผมนับได้เลยยังไงก็นึกคนที่ 7 หรือ 8 ไม่ออกเลย แต่มันก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละคนจะนิยามว่าอย่างไร บางคนแค่นั่งคุยกัน เป็นเมทกัน ก็อาจเรียกว่าเพื่อน บางคนคุยสนุก ก็เรียกว่าเพื่อน เพื่อนของผมนั้นจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ที่มันมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นกับผมแล้วผมก็ได้รู้จักคนรอบข้างผมว่า อ้อ นี่เพื่อนเรานี่คนรู้จัก พอเกิดเหตุการณ์เหล่านี้บางทีมันก็ทำให้จำนวนเพื่อน เพิ่ม-ลด ตามโอกาสแต่ส่วนมากจะไม่ลด เคยมีคนบอกไว้ รู้สึกจะประทับใจด้วยว่า อย่าให้เรื่องเล็กน้อยมาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ เรื่องเล็กน้อย มันรวมถึงเรื่องความรักด้วยนะผมว่า ความจริงมันมีอีกหลายเรื่อง แต่ในช่วงชีวิตตอนนี้ มันคงยิ่งใหญ่ไม่แพ้เรื่องเรียนเลยแหล่ะ ช่วงนี้มันเป็นช่วงวัยรุ่นกำลังเรียนช่วงจะจบพอดี จะมีงานทำมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากมีความรักแล้ววางตัวในทางที่ผิด มันก็อาจดึกเราออกมาจากเพื่อนได้เลย ไม่ได้บอกว่าเราจะลืม แต่ว่าช่วงที่มีมันทำให้คำว่าเพื่อนจางลงไปได้เยอะเลย กว่าจะเข้มขึ้นก็ต้องรอให้อกหักหรือไม่สมหวังในรักมาก่อนแหล่ะ ไอ้คำว่า มิตรภาพ ก็มีหลายแบบ หลายคนบอกจะก่อตัวเร็วมากก็ในวงเหล้า แต่ผมว่าไม่ คนเมามันจะจำอะไรได้ แต่ถ้ามีมิตรภาพกันมาก่อน แล้วได้นั่งกินดื่ม กับเพื่อน อันนี้ถึงมีความสุขมิตรภาพเพิ่มขึ้น แต่ให้สร้างเลยจาก การกินดื่มนี่ก็ไม่ไหว ดูมันไม่จริงใจ มันต้องอาศัยเวลา เคยโดนเหตุการณ์บางอย่างทำลายมิตรภาพเหมือนกัน มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผมฝ่ายเดียว แต่คนเรามันต่างกัน มันเลยมีการผิดใจกันได้จากเรื่องที่คนนึงคิดว่าไม่สำคัญแต่อีกฝ่ายคิดว่าสำคัญ เลยทำให้ฝ่ายหลังคิดว่า ฝ่ายแรกไม่ได้จริงใจหรืออาจคิดว่า เสแสร้งไปเลยก็ได้ แต่ไงๆ พอมาคิดดูดีๆ เรื่องดีๆมันเยอะกว่า บางทีคนที่ดูคุยกับรู้เรื่องกับผมมากๆ ก็ไม่ใช่เพื่อน ไม่รู้เพราะอะไรแต่มันจะรู้ได้จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเราเลยนะ เราจะรู้ได้เองเลย แต่กับคนที่เราไม่ค่อยได้คุย ไม่ค่อยได้มีความประทับใจกับเรามากมายดูมันไม่ค่อยสนใจเราเท่าไร แต่พอมีเรื่องอะไรมันก็อยู่ข้างเรา ผมก็คิดว่ามันเป็นเพื่อนแล้ว แต่บางคนทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบกับคำว่าเพื่อนจริงๆ ไม่ทิ้งกัน คุยกันถูกคอจริงใจมาก แบบนี้ก็คงยากที่จะทำให้ผิดใจกันจนมิตรภาพมันพังทลาย บางทีผมคิดว่ามันเป็นเพื่อนแค่ฝ่ายเดียวแต่ไม่รู้มันจะคิดว่าผมเป็นเพื่อนรึเปล่าแต่กรณีนี้ก็ไม่มากมายอะไรนักแค่คนเดียว อาจจะหาที่คิดว่าผมเป็นเพื่อนแต่ผมไม่คิดคงไม่มี ดูไปแล้วผมคงไม่ใช่คนที่น่าคบซักเท่าไร เพราะหาสาระเอาไม่ค่อยจะได้นัก แต่โดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่เคยใส่หน้ากากเข้าหาใคร
August 10

สามก๊ก

          โอเควันนี้ มาแนวสาระล้วนๆครับ   ในโลกนี้มันจะมีคนไหนบ้างเนี่ยะที่ไม่รู้จักวรรณกรรมกึ่งพงศาวดารจีนของ หลอ กว้าน จง เรื่อง สามก๊กบ้าง   ไม่ว่าใคร ไม่ว่าที่ไหน ผมไปคุยเรื่อง สามก๊กกับใคร ก็จะบอกกันว่า มันลึกล้ำมากเลย ใครอ่าน สามจบ คบไม่ได้ เพราะ เล่ห์เหลี่ยม กลอุบายของ ขงเบ้งนั้นแพรวพราว หากใครอ่านหลายจบก็จะเป็นคนเจ้าเล่ห์   เค้าว่ากันแบบนั้น   ซึ่งผมคัดค้านเต็มที่แบบ   ประชาธิปัติย์ เลยเอาสิ
          อย่าเพิ่งคิดครับว่า เมิงเก่งมาจากไหนวะ มาพูดแบบนี้ เมิงวิจารณ์ สามก๊กรึไง เมิงคิดว่าเมิงเก่งกว่า ขงเบ้งงั้นสิ  ปล่าวครับผมไม่ได้กล่าวพาดพิงสามก๊กในทางนั้นเลย   ผมเป็นคนที่ชอบอ่านคนหนึ่งเลยทีเดียว   ผมอ่านสามก๊กมาแล้ว กว่าสิบรอบ  และหลายคนด้วย  แต่ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผมมันไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ขนาดขงเบ้ง หรือว่า ไม่มีคนคบแบบที่ คนเค้าพูดกัน ซึ่งผมก็ยังมีเพื่อนอยู่บ้าง(ถึงจะไม่เยอะก็เหอะ)   นี่ไงครับที่ผมอยากจะบอกว่า ที่บอกว่า อ่านสามจบคบไม่ได้นั้นมันไม่จริง   หรือว่าผมโง่กันเนี่ยะ เลยไม่รู้จักเอามาประยุกต์ใช้งานซะได้ แต่ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมขออนุญาต เว่นเว้อ เรื่องนี้สักหน่อยตามประสาคน ชอบวิจารณ์

          สามก๊กเนี่ยะ มันก็ทนโท่อยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่ หลอ กว้าน จง แต่งขึ้นมานะครับแต่ว่า เอาพงศาวดาร แต่ละคนในยุคนั้นมารวมกัน เค้าบอกกันแบบนั้นนะ   แต่ลองคิดดูสิครับ   เคยมีคนบอกว่า ขงเบ้งเนี่ยะไม่มีตัวตนจริงๆหรอกนะ   แต่งขึ้นมาเพื่อให้เกิดความมัน อย่างตอนที่ขงเบ้ง ไปเอาธนูโจโฉมา 1 แสนดอกเนี่ยะ ตามประวัติศาสตร์(พงศาวดาร จีน) เค้าบอกว่า จิวยี่เป็นคนทำตะหาก   ส่วนเตียวเสี้ยนก็มีตัวตนจริงที่ไหนกันล่ะ   ส่วนลิโป้นั้นมันเก่งจริงและมีตัวตนจริงๆนา แต่ว่าจะเนรคุณเหมือนใน สามก๊กป่าวอันนี้ไม่ทราบจริงๆเพราะไม่เคยเจอลิโป้ตัวเป็นๆซักที  
          แล้วสามก๊กมันให้อะไรผมบ้างล่ะ   ผมลองมานั่งคิดดูแล้วนะ   มันก็ให้หลายอย่างเอาการอยู่นา   ไม่ว่าจะเป็นความสนุกสนาน   ความมันส์ในอารมณ์ ไหนจะภาพประกอบที่เยอะเหลือเกิน   แล้วทำไมผมถึงไม่มีเล่ห์กลแบบพวกเค้าบ้างล่ะเนี่ยะ เห้อ หรือว่าไอ้เล่มที่ผมอ่านมันไม่ค่อยได้อธิบายกลยุทธ์ แผนหักเหลี่ยมเฉือนคมอย่างที่ เค้าพูดกัน แล้วเค้าอ่านเล่มไหนกันล่ะ................................................................ผมลืมบอกไปนะ สิบกว่ารอบของผมมัน การ์ตูนนะครับ :D
August 08

เรื่องจริงกับเรื่องโกหก

          ครับหลังจากหายหน้าหายตาไปนานพอควร(4วัน)ได้   วันนี้ผมมีเรื่องมาวิเคราะห์กันหน่อย ว่าที่ปากเราบอกว่า ชอบเรื่องจริงเกลียดเรื่อง โกหก นั้นมันจริงแค่ไหนผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง
         
          ครับเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมไปเดิน JJ คนเดียว   มันไม่ค่อยสนุกเลยตอนไปถึง อาการเมาค้าง ผสมกับ ความโดดเดี่ยวอ้างว้างมันทำให้ผมคิดว่าตัวเองคิดผิดมหันต์เลยที่มาเดิน JJ คนเดียว แต่ถ้าวันนั้นทั้งวันมันจบแค่แบบนันผมคงไม่ทำอะไรบ้าๆแบบนี้อีกแล้วน่ะสิครับ   แต่ความคิดผมคือต้องมาคนเดียวอีกให้ได้   มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะคิดได้เลยด้วยซ้ำ ผมเดินมาไปชนอั้ม-ภัทรชราภา ครับตอนกำลังดูเสื้อ ซึ่งเธอสมกับเป็นนางฟ้าเลย ผมชนแล้วก็มองหน้า พอรู้ว่าเป้นอั้ม ก็ขอโทดเธอใหญ่เธอบอกไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องขอโทดขนาดนั้นก็ได้ ซึ่งผมก็ดันบอกเค้าไปว่า "ก็แหมชนนางฟ้า นินาต้องขอโทษหน่อยกลัวความผิด" เค้ากลับชอบใจแหะ เลยชวนผมคุย เราไปกินข้าวด้วยกันด้วย พอตกเย็นเค้าก็ไปส่งผมที่ central ปิ่นเกล้า ผมว่าวันนี้จากหน้าเบื่อสุดๆเป็นเรื่องที่วิเศษสุดๆเลยแหล่ะ คุณว่ามั้ย
 
          เป็นไงครับเรื่องทั้งหมด มันเป็นเรื่องโกหกครับ   สิ่งที่คุณคิดว่าไร้สาระกันทั้งนั้น   เพียงแต่ผมจะบอกว่า พอฟังแล้วมันดูน่าสนใจกว่าเรื่องจริงหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว อย่าเพิ่งมาคัดค้านครับผมจะเล่าเรื่องจริงของวันนั้นให้ฟัง
 
          ผมตื่นนอนก็ปาเข้าไป บ่ายโมงแล้ว แต่เผอิญพี่บาสเอารถมาผมเลยได้ติดรถเข้ากรุงเทพเพื่อไป JJ แต่มันมีอาการเมาค้าง ผมไปถึงก็บ่าย สามแล้ว ไปถึงก็ตรงไปเข้าห้องน้ำก่อนเลยเพราะ ข้าศึกบุก หลังจากนั้นผมก็เดินซื้อเสื้อผ้า แล้วเจอผู้หญิงน่ารักคนนึงเข้าให้ เราสบตากัน แล้วเธอบังเอิญทำถุงเสื้อตกกับพื้น ผมเก็บให้เธอ(แล้วคิดว่าไงต่อครับ คิดว่าความสัมพันธ์เราจะคืบหน้าใช่มั้ย) แล้วเค้าก็บอกว่า ขอบคุณค่ะ แล้วก็เดินสวนกันไป วันนั้นทั้งวันผมได้ รองเท้ามาคู่เดียวแล้วก็กลับตอน 5 โมงเย็นแค่นั้นแหล่ะครับ วันนั้นทั้งวันของผม
 
          เป็นไงบ้างครับความจริงมันน่าเบื่อมากเห็นมั้ย ดังนั้นเวลาผมเล่าเรื่องเนี่ยะ มันจะไม่ค่อยมีความจริงซักเท่าไรเลย คนเลยหาว่าผม ขี้อำ ซึ่งมันก็คงจริงมั้ง ถ้ายังคัดค้านผมจะเล่าเรื่อง จริงที่น่าเบื่อให้ฟังอีกตัวอย่าง
 
          ตอนผมอยู่ ม.4 ผมต้องย้ายห้อง เลยสุ่มว่าจะเจอใครบ้าง เช้าวันเปิดเรียนวันแรก ตอนผมเดินจะไปโรงเรียน ผมเดินชนกับผู้หญิงหน้าตาน่ารักมากๆคนนึง ทำของที่เธอถือหล่นหมดเลย   ผมเลยขอโทษ แต่เธอก็ด่าผมเอายกใหญ่เลย  ด่าเสร็จเธอก็เดินไป แต่บังเอิญจริงๆครับ เธอดันเก็บของไม่หมด เหลือกระเป๋าตังใบเล็กน่ารัก ผมเปิดดูกะจะตะโกนบอกเธอแต่มองไปแล้วหาเธอไม่เจอแล้ว ข้างในมีบัตรนักเรียนแล้วก็ บัตรประชาชน เงินอีกจำนวนหนึ่ง   ความบังเอิญนี้แหล่ะครับ เพราะ บัตรนักเรียนนั้นมีรูปที่หน้าตาคล้ายๆกับเธอแต่ไม่เหมือนนัก เป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผมแล้วก็ชั้นเดียวกัน ผมก็คิดว่า สงสัยเธอเพิ่งเข้าใหม่แน่เลย   วันนั้นผมก็ไปหา แล้วก็เจอคนที่อยู่ในบัตรครับแต่ไม่ใช่เธอ   คนในบัตรขอบคุณผมใหญ่บอกทำหายตั้งแต่เช้าแล้ว   ผมเอ๋อสิครับ แล้วลองมานึกดูดีๆ   เออว่ะ คนที่เดินชนเราเมื่อเช้ามันใส่ชุดประจำโรงเรียนคนละโรงเรียนกับเรานี่หว่า
 
          เอาล่ะทีนี้เชื่อรึยังครับ ว่ามันน่าเบื่อสุดยอดเลย เรื่องความจริงเนี่ยะ.......................ทำไมครับยังจะคัดค้านเรื่องที่ผมวิเคราะห์อีกหรอ เอางี้เรื่องที่ผมว่ามันเป็นโคตรความจริงเลยแต่มันก็ทำให้หน้าเบื่อสุดๆเลยนะครับตัวอย่างสุดท้ายแล้วได้เห็นภาพซะที  
 
          เรื่องที่ผมจะเล่าเป็นเรื่อง จริงๆ ที่เกิดกับผมนะครับ..........
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                    เออโทดทีครับเรื่องมันน่าเบื่อมากเลยทำให้ผมลืมไปซะแล้ว...ต้องขออภัยอย่างสูงเลยนะครับ   :D
 
 
August 04

ชีวิตวัยรุ่น

          ช่วงชีวิตแบบนี้คุณเคยเป็นกันรึเปล่า   ช่วงนี้เป็นช่วงสอบซึ่งมันน่าจะเป็นช่วงที่ต้องอ่านหนังสืออย่างหนักแต่ตัวผมสิกลับรู้สึกว่า ชีวิตมัน ชิวๆยังไงบอกไม่ถูกอยากนั่งพัก   พักไปเรื่อยๆรู้สึกว่า ไม่ค่อยอยากวุ่นวายอะไรมากนัก   มันเบื่อแบบบอกไม่ถูกเลย   หาทางที่จะไปไม่เจอ   หาจุดเริ่มต้นไม่ได้ล่ะ นี่แหล่ะตัวผมตอนนี้ล่ะ
August 03

Fashion เด็กแนว

          โห ผู้ชายคนนั้นแมร่งแต่งตัวเจ๋งว่ะ   ผู้หญิงคนนั้นกูว่าธรรมดาว่ะ แต่แต่งตัวแล้วกุโคตรชอบเลย   สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดของผมครับเวลาเห็นเหล่าเด็กแนวทั้งหลายแต่งตัวกัน   Fashion สมัยนี้มันไปไกลมาก ผมก็พยายามตามอยู่แต่ไม่ค่อยจะมีมันสมองทางด้านนี้เสียด้วยสิเลยต้องคอยให้เพื่อนๆชี้แนะแต่เวลาไปซื้อเสื้อผ้าคนเดียวก็จะได้ เจ้าของร้านชี้แนะ(มันดีป่าวหว่า)   โอเคผมบอกตามตรง ผู้หญิงบางคนหน้าตาธรรมดามากๆ แต่ว่าเธอแต่งตัวแล้วโอ้โห มันน่ารักจังวะ(แต่งตัวนะครับไม่ใช่แต่งหน้า)   ผู้ชายบางคนผมยังชมเลยว่าแมร่งเท่ห์ดีว่ะ(ไม่ใช่พวกดารานะ)  วันนี้อยากจะมาบ่นเสียหน่อยเรื่อง Fashion พวกนี้เนี่ยะ
          อย่างแรกเลย ผมอยู่ที่ศิลปากร   มันแน่นอนครับมหาวิทยาลัยแห่งศิลปะ   ไม่ต้องคิดไรมากมายไปกว่าพวก ติสต์ ที่ผมคิดว่าเท่ห์สุดๆ  ผมยาวเซอร์ๆ แล้วก็ใส่เสื้อลายสก๊อตแขนยาวแล้วพับแขน เข้าชุดกับกางเกงขาเดฟแบบทรงขี่ม้า   เท่านั้นก็ดูดีแล้ว(ในความคิดผม)   อาจเป็นเพราะผมอยู่วิดยา   Fashion ของสาวๆในคณะหรอ   กางเกง JJ บวกกับเสื้อตัวใหญ่ๆที่ซีดๆ มันออกจะลาวไปหน่อยนะคุณว่ามั้ย ส่วนหนุ่มๆก็ไม่ต่างกันมากแต่จะดีกว่าสาวๆหน่อย(ในสายตาผม)   เพราะได้รับอิทธิพลมาจากคณะจิตรกรรม   ซึ่งทำให้พ่อแม่ของผมบ่นว่า  ทำไมแต่งตัวได้ซกม๊กอย่างนี้   ชักงงแล้วตอนนี้ว่า  ถึงไหน   ขอกลับมาเข้าเรื่อง Fashion ต่อนะ...
          ที่มันดูดีแบบนั้นเพราะอะไรกันน้า   เมื่อก่อนผมดูผ่านๆไม่ได้คิดไร   แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมองแล้วก็จำมาวิเคราะห์ว่าถ้ากุแต่ง่แบบนี้บ้างเนี่ยะ มันจะเท่ห์มั้ย   แต่คิดไปคิดมาไอ้ห่าเอ้ยแบบนั้นมันก็เป็นการไปลอกของชาวบ้านเค้ามาดิวะ   ไม่ๆ ผมบอกกับตัวเองเลยว่าผมจะไม่เอาตามอย่างใคร   ผมเครียดครับกับ Fashion ในแบบของตัวเอง ลองโน้นลองนี้ผสมไปมา   หาอยู่นานในที่สุดผมก็คิดแล้วว่าแนวที่ สาวๆหลง หนุ่มๆชม เนี่ยะมันควรจะต้องเป็นแบบนี้....ก็ไม่มีไรมากครับอยากจะเอามาเผยแพร่ให้เป็นกระแสนิยม เริ่มกับด้วยอย่างแรกเลย ...
          เสื้อ---> ส่วนนี้ผมเลือกเสื้อกล้ามสีขาวครับ เน้นบางๆโชว์ให้เห็นถึงความบึกบึนของเพศผู้อย่างเราๆ
          กางเกง---> ไม่ต้องกังวลครับ  ผู้ชายเป็นเพศที่ต้องคอยดูแลผู้หญิง ผมหาแนวกางเกงที่จะเอามามัดใจเหล่าสาวๆได้แล้ว กางเกง ขอสั้นครับ คล่องตัวดี   เอาแบบประมาณกางเกงบอลก็ได้ นั่นก็ดีไม่ใช่เล่น
          รองเท้า---> ไม่ควรใส่รองเท้าแตะครับควรใส่รองเท้าผ้าใบ ผมเลือก K-Swiss ครับผมว่ามีระดับบวกกับตาตุ่มด้านนิด(ไม่ใส่ถุงเท้านะ)   มันจะดู sexy ในหมู่สาวๆเชื่อเถอะครับ   สาวๆเป็นคนบอกเองเลย
          option เสริม---> อันนี้แล้วแต่ครับ แต่ถ้าให้เลือกแล้ว หาผ้าพันคอครับ หนาๆหน่อย มันจะเข้าชุดกับเสื้อกล้ามพอดีเลย   อีกอย่างทีลืมไม่ได้ สายรัดข้อมือครับผม เยี่ยมแน่นอน
 
          เป็นไงครับแนวนี้ ผมว่ามันดีมากเลยนะครับ   ใครที่มาอ่านก็ควรคิดได้แล้วนะครับว่ากระแส Fashion ที่ผมบอกมันกำลังแรงมากเลยครับในต่างประเทศ  แล้วได้ Feedback กลับมายังไงช่วยแจ้งข่าวด้วยนะครับ   เพราะผมก็ไม่กล้าแต่งเหมือนกัน มันดูแรงเกินไปหน่อยน่ะ(ยังตามกระแสไม่ทัน)
August 02

สังคมในปัจจุบัน

          จะว่าไปแล้วคนเราไม่มีอะไรมากมายไปกว่าคำว่า สังคมเลย คิดดูซิครับตั้งแต่เกิดแล้ว มันก็มีครอบครัวซึ่งในตำรา สปช. นั้นได้บอกไว้แล้วว่าเป็นสังคมขั้นพื้นฐาน   จะเห็นได้ว่าบางคนบอกว่าเขาโดดเดี่ยวซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย   ทีนี้เรามาวิเคราะห์ถึงปัจจุบันกันบ้าง   วัยรุ่นไทยในปัจจุบันจะไปในแนวทางต่อต้านสังคมที่ผมพูดแบบนี้   ใช่แล้วครับถูกต้องอย่างที่คุณผู้อ่านคิดกัน   ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมารยาทหรือเรื่อง ความประพฤติ คิดดูสิครับ ต่อไปจะเป็นอย่างไรกันบ้าง   พอพวกเราเติบโตไปมีครอบครัวแล้ว   เป็นพ่อ เป็นแม่คน   จะเลี้ยงลูกอย่างไร   ถ้าเกิดลูกตั้งใจอ่านหนังสือได้ดิบได้ดีอย่างที่ตัวของท่านๆตั้งใจและคาดหวังไว้มันก็เป็นเรื่องดี   แต่เราลองมาคิดในแง่ลบกันดู   ถ้าท่านอุตส่าห์ต่อเน็ตให้ลูกเพื่อจะได้หาความรู้จากโลกอินเตอร์เน็ตแต่แล้ว   กลับผิดคาดวันๆเอาแต่นั่งแชทกัน นั่งพิมพ์อะไรไม่รู้ไร้สาระเพื่อให้คนอื่นได้อ่านหรือลูกท่านไปเม้นต์ให้กับเรื่องไร้สาระ สำหรับผมคิดแล้วมันหน้าหดหู่ใจเหลือเกิน     
          เราลองมานึกถึงเรื่องใกล้ๆตัวกันบ้าง   ถ้าจะให้ผมโทษแล้วควรกล่าวโทษสื่อทางโทรทัศน์มากซักหน่อย   มันถือว่าเป็นสื่อที่ทำให้สังคมวิบัติมากเลย   ยกตัวอย่างง่ายๆ   โฆษณาตัวนึงที่เพิ่งผ่านมาแล้วสร้างความสนอกสนใจให้คนเราไม่น้อยเลย ก็คือโฆษณาที่ คนปวดอึมากๆแล้วไปซื้อกระดาษทิชชู่จากร้านสะดวกซื้อ   ซึ่งบังเอิญเป็นป้าแก่ๆคนนึงขายอยู่   เขาปวดอึมากซึ่งถ้าเป็นร้านทั่วไปแล้วคงซื้อลูกอมซักบาทแล้วก็ขอเข้าห้องน้ำก็ได้   แต่ในร้านประเภทสะดวกซื้อนั้นห้องน้ำมันเข้าไม่ได้นินา(แต่ถามหน่อยว่าเคยขอแคชเชียร์เข้ารึยัง)   เรื่องมันก็ดำเนินต่อไปว่าคนๆนั้นจึงซื้อกระดาษทิชชู่แต่ให้แบงค์พันไป  ปรากฏว่าป้าแก่ๆคนนั้นกดเครื่องคิดเงินแล้วไอ้ถาดสำหรับใส่เงินมันไม่ออก(หยุด) แล้วเราคิดไงกับเหตุการณ์นี้   ถูกต้องครับมันเป็นเรื่องของดวงจริงๆ   คนกำลังปวดอึแต่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่ทำใจยอมรับไม่ได้  แล้วเราล่ะจะทำยังไงต่อไปดี   จนแล้วจนรอดคนๆนั้นก็อึราดเปลี่ยนเป็นกางเกงใน   เราลองมาคิดดูหน่อยว่า โฆษณามันบอกอะไรกับเรา   ทางที่เป็นไปได้มีดังนี้
        1. ไม่ควรซื้อกระดาษทิชชู่จากร้านสะดวกซื้อ
        2. การต่อต้านทางสังคมเรื่องความเจริญก้าวหน้า
        3. เรื่อง การเสียดสีผู้สูงอายุ จากความล่าช้าในการทอนเงิน
        4. ล้อเลียนผู้ปวดอึอย่างมาก
        5. ต่อต้านค่าเงินบาทที่ลอยตัวทำให้มีแบงค์มูลค่าสูงๆออกมา
        6. สอนความรอบคอบว่า ควรมีแบงค์ปลีกติดตัวบ้าง
        7. ให้ความเพลิดเพลินอย่างเดียว
           
          เท่านี้หรอครับเหตุผลที่ท่านจะคิด   ทำไมครับทำไมท่านไม่ลองคิดถึงเรื่องความสะดวกสบายหากเรามีบัตรเครดิตไม่ต้องยุ่งยาก   ถ้าหากเทคโนโลยีสมัยนี้มันช่วยให้เราทำได้หลายๆอย่างทำไมครับทำไมไม่มีส้วมสาธารณะที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่ต้องพกเศษเงินแค่รูดการ์ดก็เข้าได้เลย   แล้วโฆษณานั้นมันมีประโยชน์ตรงไหนเล่านอกจากคำว่าไร้สาระ   แล้วลูกหลานเราภายภาคหน้าต้องมาเจอกับโฆษณาแบบนี้อีกเท่าไร   ผมบ่นไปตรงนี้แล้วมันก็ไม่ได้เกิดอะไรในทางที่ดีต่อสังคมเลย
          เอาเป็นว่าถ้าท่านอ่านแล้วคิดเหมือนกับผมท่านก็ comment กันมาละกันนะครับ  เออลืมบอกไปความคิดของผมนั้นผมคิดว่า ผมมันไร้สาระอ่ะ เห็นด้วยรึเปล่า
July 31

ศิลปะ ว่าด้วยการแคะขี้มูก

วันนี้เรามาเข้าสู่เรื่องใกล้ตัวที่บางคนทำเป็นรับไม่ได้กับการกระทำแบบนี้& nbsp; ขี้มูกจะว่าไปมันก็เป็นสิ่งปฎิกูลของเราอย่างหนึ่งที่เราแค๊ะๆออกมาปั้นเล่น บ้าง ทาใต้โต๊ะบ้าง หรือไม่บางคนอาจดีดใส่เพื่อนบ้าง นั่นแหล่ะครับส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าปอดกัน(มีสาระมั้ยเนี่ยะ) แต่จะพูดให้มันยาวยืดอีกทำไมเข้าเรื่องเลยดีกว่า การแคะขี้มูกมันก็เป็นศาสตร์สาขาหนึ่งเลยทีเดียวนะครับ มันเป็นการทำงานโดยจิตใต้สำนึกของคนเรา มันก็เหมือนกับเราคันแล้วเราก็เกานั่นแหล่ะครับ แล้วการเกาของคนเรานั้นมันก็ไม่ใช่กริยาที่น่าเกลียดอะไรเลยซักนิด & nbsp; แต่ทำไมการแคะขี้มูกคนถึงรังเกรียจกันจังเลย เอาล่ะทีนี้สงสัยใช่มั้ยครับว่าจะพูดทำไม วันนี้ผมมีศาสตร์แห่งการแคะขี้มูกมาฝากครับ
การแคะขี้มูกนั้นเป็นความรู้สึกทางอารมณ์อย่างหนึ่ง คิดดูกันเองนะครับว่า ถ้าไม่ใช้นิ้วมือของตัวเองแคะออกมาแล้วมันจะมีไปทำไมการแคะขี้มูกเนี่ยะ มันมีหลายวิธีนะครับสำหรับการเอาขี้มูกออกจากจมูกเราเนี่ยะ วิธีที่น่าจะเซฟโพรงจมูกเรามากที่สุดเลยก็คือการ สูดน้ำเข้าไปทางจมูกพอประมาณจากนั้นน้ำจะซืมเข้าสู่ก้อนขี้มูกนั้นๆทีละ น้อยๆ กลั้นไว้จนแน่ใจว่าจมูกเราชุ่มไปด้วยน้ำที่ละลายจากขี้มูก แล้วให้พ่นน้ำออกจากรูจมูกแรงๆ ทำให้ขี้มูกหลุดออกมา วิธีนี้มันทำให้เรานำขี้มูกออกมาภายนอกได้ง่ายครับแต่ถามกันหน่อย มนุษย์เรามันมี รัก โลภ โกรธ หลงนะครับ อารมณ์เรานี่แหล่ะถือเป็นศัตรูตัวฉกาจเลยทีเดียว มันไม่ใช่ความจำเป็นหรอกครับที่เราจะต้องแคะด้วยนิ้วแต่มันเป็นความต้องการ หรือความอยากมากกว่า เสียเวลาร่ายซะยาว
เริ่มด้วยอาการตะหงิดๆจากความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในจมูก ; มันก็เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่าต้องการเกานั่นแหล่ะครับแต่มันอาจรุนแรง กว่า คิดดูนะครับถ้าเราไม่แคะเดี๋ยวนั้นแล้วเราเกิดจามขึ้นมา ขี้มูกมันมาติดที่ ปากจมูกที่เราไม่เห็นเนี่ยะ แล้วเดินไปคุยกับใครต่อใคร เค้าคงจะยอมคุยกับเราล่ะนะ ดังนั้นเห็นประโยชน์รึยังครับเอ้ามาเข้าเรื่องต่อจากอารมณ์ที่เราตะหงิดนำมา สู่การ ชักนำให้เอานิ้วแหย่เข้าไป ซึ่งตอนแรกก็คงกลัวว่าจมูกจะโหว ดังนั้นนิ้วก้อยข้างที่ถนัดจึงถือเป็นพระเอกไปสำหรับความต้องการในครั้งนี้& nbsp; แต่เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าก้อนขี้มูกมันดื้อด้านล่ะครับ ใช่บางคนอาจใช้นิ้ว ชี้หรือไม่ก็อาจลามไปถึงนิ้วกลางเลยก็เป็นได้ แต่จะยังไงก็ช่าง ขอให้มันออกมาก็เป็นพอใช่มั้ย เรามองที่จุดประสงค์ ผมว่ามันชักนอกเรื่องและ เอาเป็นว่าผมจะขอกล่าวเป็นข้อๆเลยละกันนะครับ
1.ระยะควานหา
ระยะนี้หลายคนอาจมีคำถามว่าจะต้องควานหาทำไม มันเป็นการไม่แหวกหญ้าให้งูตื่นครับ เป็นการหาตำแหน่งการดำรง อยู่ของศัตรูในโพรงจมูกเรา ไม่งั้นลองคิดดูเองละกันนะว่าถ้าเราดุ่ยๆเข้าไปแคะเลยเนี่ยะ ถ้าดันผิดทางซึ่งจะเป็นปกติด้วย ถ้าขี้มูกเกิดเข้าไปลึกล่ะครับยิ่งรำคาญใจเลยทีเดียว
2.ระยะงัดแงะ
ระยะนี้ต้องค่อยๆครับและควรเป็น ขั้นตอนต่อจากการหาตำแหน่งเรียบร้อยแล้วด้วย ใจเย็นครับการแคะขี้มูกเหมือนกับการจีบหญิงแหล่ะ ถ้าไปขอเค้าเป็นแฟนเลยคงจะเป็นหรอกนะครับ มันต้องค่อยๆ
3.ระยะเผด็จศึก
เมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าขี้มูกเริ่มง้างออกจากผิวโพรงจมูกแล้วเราก็ลงมือได้ แล้วล่ะครับ ความสุขมันจะอยู่ตรงนี้ไปจนถึงการนำมันออกมาปั้นเล่นเลยทีเดียวครับ & nbsp; แต่ต้องใช้สติด้วยนะครับที่ผมเตือนก็เพราะบางคนมันส์มากจนขาดสติและทำให้ ศัตรูของเราถอยไปตั้งรับลึกกว่าเก่า แล้วถ้าปัญหาที่ผมกล่าวมามันมีวิธีแก้ปัญหามั้ย แน่นอนครับผมเอาศาสตร์นี้มาบอกมันคลอบคลุมทุกกรณีเลย
ถ้าหากเราเจอปัญหาดังต่อไปนี้ล่ะก็ ให้ทำตามวิธีแก้เลยนะครับ
-เริ่มมีน้ำหล่อลื้นออกมา อันนี้เป็นปัญหาจากความยื้ดเยื้อครับ วิธีแก้ไขคือ ต้องรอซักพัก หรือไม่ก็ สูดลมหายใจทางปากให้สุดปอดแล้วก็พ่นออกมาจมูกแรงๆแบบรวดเดียว(การฮึขี้มูก นั่นแหล่ะ) ถ้าไม่ออกก็ต้องทำกันบ่อยๆหน่อย
-ค่อยๆแงะแล้วไปๆมาๆหาไม่เจอ อันนี้เป็นความซวยครับตรงที่เหยื่อหายตัวไปอารมณ์ของท่านจะค้างไป และจะโดนเด้งด้วยถ้าหากว่ามันไม่ได้หลุดไปตั้งรับแต่เปิดเกมส์บุกมาแถวๆขอบ จมูกอันนี้ ฮากลิ้งสำหรับผู้พบเห็น ดังนั้นท่านจงสงบอารมณ์ของท่านแล้วสำรวจบริเวณใบหน้าให้หมดทุกส่วนเพื่อ ป้องกันความชิบหายทางสังคมครับ
-เลือดกำเดาออก ถ้าเป็นขนาดนี้วิธีแก้ไขครับ หากระดาษทิชชูมาซับเลือดแล้วก็เลิกแคะไปก่อนรอเลือดหยุดแผลหายค่อยมาสู้มัน ใหม่ แต่ถ้าให้ดีลับเล็บของท่านให้ยาวพอเป็นพิธีก็พอครับจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้

คงได้รับประโยชน์มากมายเลยนะครับสำหรับศาสตร์อันนี้ ถ้า ผลการตอบรับจากท่านผู้อ่านดีผมอาจจะเขียนตำรารวมการแคะขี้มูก เพื่อตีพิมพ์การแคะขี้มูก สำหรับคนทั่วไปให้ได้อ่านกันก็ได้นะครับ ว่าแต่ว่าผมจริงจังกับเรื่องพรรณนี้มากไปรึเปล่าเนี่ยะ ผมว่าคนปกติเค้าจะคิดกันหรือเปล่าเรื่องพวกนี้ :-(

July 30

เรื่องเล่าวันเสาร์: ตอนความสุขเล็กๆน้อยๆ

สังคม ไทยในปัจจุบันนั้นอย่างว่า เครียดกันท้างน้าน มีแต่การแข่งขันไม่รู้จักจบจักสิ้น เคยจำโฆษนาทางโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ได้มั้ย แค่เจอที่จอดรถก็มีความสุขแล้ว อยากให้ชีวิตของพวกเราเป็นแบบนั้นบ้างนะ จะว่าไปตั้งแต่ดูโฆษณานั้นไปผมก็พยายามหาสิ่งที่ดีให้ชีวิตมีความสุช & nbsp; มันก็ดันไปตรงกับคำพูด(ของใครซักคนที่ว่า)"ยิ่งหาเท่าไร ก็ยิ่งไม่เจอ แต่พอหยุดนิ่งแล้วกลับเจอ" ช่ายครับผมเจอกับตัวเองเลยวันนี้สดๆร้อนๆ
เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้ผมตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าต้องไปงานรับปริญญาบัตรพี่สาว ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ แต่โชคชะตาดันเล่นตลกพี่ฝากซื้อ เช็มกลัดซึ่งยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่มีเงินซักกะบาทเดียวเลย ไอ้คืนก่อนเราก็ไม่ได้กดเงินเพราะคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอแม่กับ ป๊าแล้วไม่จำเป็นเด๋วก็ได้เงินและ แต่เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นแล้วผมก็ไม่รู้ทำไง แต่ในจังหวะที่ล้วงกระเป๋าสะพายจะหยิบกุญแจมอเตอร์ไซค์ ดันเจอเหรียญ 10 เข้าให้ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ต้องเป็นเงินของผมอยู่แล้ว แล้วลองคิดดูสิครับสิ่งที่มันต้องเป็นของเราอยู่แล้วแต่ผมก็กลับรู้สึกมี ความสุชอย่างประหลาดทีเดียว ที่เล่าให้ฟังก็เพียงเพื่อยกตัวอย่างง่ายๆ มันก็คล้ายกับเราซ่อนเงินไว้ซัก 100 บาทนั่นแหล่ะครับแต่เราดันลืมว่าเราเคยซ่อนไว้แล้ววันนึงเราจัดห้องเจอเงิน 100 บาทที่ซ่อนไว้โดยบังเอิญซึ่งมันก็เป็นเงินของเราแต่เราก็มีความสุขแม้จะไม่ มากเหมือนถูกหวยแต่มันก็ทำให้ชีวิตมีเรื่องดีๆถูกไหมครับ แล้วก็ไม่ใช่แต่เรื่องเงินเรื่องทองอย่างเดียวนะครับที่จะทำให้ชีวิตเรามี ความสุข ตัวอย่างเช่น ว่าเช้าวันหนึ่งเราตื่นสายรีบอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียนพอออกมาได้ครึ่งทางหรือ ว่าถึง มหาลัยแล้วกลับนึกขึ้นได้ว่าวันนี้อาจารย์ไม่สอนหรือเป็นวันที่เราไม่มี เรียนซึ่งเราจำผิดหรือลืม เราก็ได้กลับไปนอนต่อ หรือไปทำอะไรไร้สาระที่เราชอบ ซึ่งปกติวันนั้นก็ต้องเป็นวันพักผ่อนอยู่แล้วแต่ถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้เช้ามา ชีวิตเราก็ไม่มีอะไรให้เป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกมีความสุขเลยว่ามั้ย
จะ ว่าไปเขียนมาก็เยอะเริ่มขี้เกียจขอตัดบทเลยและกันว่า เรามาสังเกตุตัวเราว่าเราทำอะไรแล้วคิดว่ามันเป็นความสุขดีกว่ามั้ยครับ ถ้าทำไม่ได้ผมแนะนำ ให้ลองเอาเงินซัก 500 บาทไปซ่อนแล้วพยายามลืมเพื่อที่ว่า วันหลังมาเจอจะได้มีความสุขแต่ถ้าไม่ลืมละก็ผมมีวิธี คือ ให้นำเงิน 1000 บาทไปซ่อนอีกที่นึงเพื่อที่จะได้ลืมว่า เคยซ่อนเงิน 500 บาทไว้เพราะมูลค่ามันเยอะกว่า เท่านี้ก็จะได้พบความสุขโดยเราไม่คาดคิดแล้วครับแต่ถ้าเกิดลืมไปตลอดการอัน นี้ก็ต้องยอมรับนะครับ :-)

July 27

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น: ตอนกำเนิด

ที่ เอามาเขียนเนี้ยมีเหตุผลเดียวเลย ไม่รู้จะคุยกับใครดีเรื่องแบบนี้ ของแบบนี้มันอยู่ที่ความชอบเนอะ อย่าหาว่าบ้าก็แล้วกัน ฉะนั้นตอนนี้ผมขอบอกแรงบันดาลใจให้ศึกษาเรื่องนี้(จะเล่าทำไม) อืมไม่เอาดีกว่าเด๋วน่าเบื่อ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า...

จะบอกกันว่า ญี่ปุ่นก็มีตำนานการสร้างประเทศเหมือนกันนะ จากเทพเจ้าสององค์เมื่อ
เทพ อิซานางิ และเทพอิซานามิประทับยืนบนสะพานแห่งสรวงสวรรค์และกวนน้ำบนผืนโลกด้วยหอก น้ำที่หยดจากปลายหอกรวมตัวเข้าด้วยกันและกลายเป็นเกาะญี่ปุ่น เทพทั้งสององค์จึงได้ดำเนินลงมาจากสวรรค์ และใช้หอกเล่มนั้นเป็นเสากลางของบ้านของพวกตน…และประเทศญี่ปุ่นก็ถือกำเนิด ขึ้น
เทพ อิซานางิและอิซานามิได้ให้กำเนิดลูกหลาน ลูกคนแรกคือ อมาเทราทสึ เทพแห่งดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ดี แม้ในครอบครัวเทพก็มีปัญหาเช่นกัน อิซานางิสังหารเทพแห่งเพลิง ลูกคนที่สอง ผู้ทำให้เทพมารดาอิซานามิต้องเจ็บปวดอย่างมหันต์ขณะที่ให้กำเนิด ด้วยความเศร้าโศก อิซานามิหนีไปสู่ใต้พิภพ เทพสุซาโนะโอ บุตรชายอีกคน เป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงแต่อารมณ์ร้อน พฤติกรรมของเขามีทั้งการปาสายฟ้าข้ามท้องฟ้า และยังปาซากม้าตายใส่เทพอมาเทราทสึ ทำให้นางต้องหนีไปซ่อนตัวในถ้ำ และเมื่อเทพีแห่งดวงอาทิตย์เร้นกาย โลกทั้งโลกก็ตกอยู่ในความมืดมิด แต่ภายหลังอมาเทราทสึก็ถูกล่อออกมาจากที่ซ่อนโดยการใช้เงาอันงดงามของนางเอง ในกระจก และสร้อยคอที่ประดับเพชรอันทรงค่า…
สุซาโนะโอ ได้แก้ตัวด้วยการสังหารงูใหญ่แปดหัวแปดหาง งูตัวนี้ชอบกินสตรีสาว พอๆ กับชอบกินเหล้าสาเก สุซาโนะโอใช้ทั้งสองอย่างนี้ล่อมันเข้ามาสู่กับดัก และฆ่ามันทันทีที่มันเมา และสับเจ้างูร้ายออกเป็นชิ้นๆ เขาได้พบดาบเล่มหนึ่งฝังอยู่ในหางของมัน ซึ่งเขาได้มอบให้แก่เทพอมาเทราทสึ ดาบนั้นมีชื่อว่า อาเมะ โนะ มุราโคโมะ โนะ ทสึรุงิ หรือ “ดาบแห่งเมฆฝน”
ในฐานะที่เป็นลูกคนแรก อมาเทราทสึรับสืบทอดโลกและในที่สุดก็มอบหมายให้นินิงิผู้เป็นหลานปกครอง ญี่ปุ่น นางได้มอบของขวัญให้เขา 3 อย่างคือ กระจก เพชรจากสร้อยคอ และ”ดาบแห่งเมฆฝน” เพื่อให้ภารกิจต่างๆ ของเขาง่ายขึ้น ของขวัญเหล่านี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้ปกครองญี่ปุ่น นินิงิลงมาจากสวรรค์เพื่อปกครองญี่ปุ่น และบัลลังก์ก็ได้ตกทอดไปยังจิมมู หลานของเขา ซึงได้กลายมาเป็นจักรพรรดิ์บนผืนโลกคนแรกของญี่ปุ่น พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในปี 660 ก่อน คริสตกาล ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนี้ยังคงเป็นวันหยุดราชการของญี่ปุ่น จักรพรรดิ์องค์ปัจจุบันเป็นทายาทโดยตรงมาจากจักรพรรดิ์องค์แรก
ประมาณ ปี 200 ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิ์ซูจิน และโอรส เจ้าชายยามาโตะ (ภายหลังได้เป็นจักรพรรดิ์เคย์โกะ) ได้เป็นสื่อนำความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาสู่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ในขณะนั้นญี่ปุ่นประกอบด้วยตระกูลมากมาย และตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดคือตระกูลยามาโตะของจักรพรรดิ์ แม้ตระกูลยามาโตะ (ตั้งชื่อตามถิ่นกำเนิดซึ่งเป็นจังหวัดอยู่ตอนกลางของเกาะฮอนชู) เป็นเพียงตระกูลหนึ่งท่ามกลางอีกหลายๆ ตระกูล

แต่ลองดูหน่อยนะ....ก็เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ ยุคเมจิ ตอนต้นมั้งถ้าจำไม่ผิด (แต่ถ้าสงสัยว่ามันเป็นยังไงไอ้ยุคเมจิเนี่ยะ ก็สงสัยไปก่อนละกันเด๋วไว้ค่อยบอกเพราะเรื่องมันยาว) สมเด็จพระจักรพรรดิ์ ในตอนนั้นได้ออกมายอมรับเองว่า ตำนานที่เล่ามานั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา(ผมจำ reference ไม่ได้แล้ว) ซึ่งก่อนนี้คนญี่ปุ่นจะเปรียบพระจักรพรรด์ของพวกเขาว่าเป็นเหมือน เทพในสวรรค์ สังเกตุได้จากการแต่งการในหนังที่แต่งหน้าขาว และทาฟันสีดำ แล้วไม่สามารถมีคนเห็นหน้าได้

สำหรับตอนกำเนิด(ก็คร่าวๆ ละกัน ถ้าอยากได้ตัวเต็มก็เมล์มาขอนะ) พอก่อนเด๋วตอนต่อไปจะพูดถึงตอนกำเนิดซามูไร นะครับไปละ
July 26

กฏความตลก

          หลายคนอาจสงสัยนะครับว่าจะเขียนบทความนี้หาพระแสงอะไร   แต่มันเป็นทริคที่ผมคิดว่า คนเราในปัจจุบันไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียวเพื่อไม่ให้   ความเครียดที่ก่อตัวจากการใช้ชีวิตแบบแข่งขันในปัจจุบัน เป็นตัวบ่อนทำลายชีวิตของเราให้สั้นไป
          โอเคก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า บทความนี้ไม่ใช่แนวความคิดของผมแต่เป็นของ เพื่อนผมซึ่งถือว่าเป็น เหมือน อ.ย. ในความฮาเลยก็เป็นได้   แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เพื่อนผมคนนี้ลั่นวาจาแล้วว่าจะไม่ปล่อยมุขฮาอีกเด็ดขาด   มันเป็นปริศนาครับ   แต่ที่ผมคาดเดาในตัวเค้าน่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า   คงไม่มีใครที่สามารถเทียบชั้นกับเค้าได้ในเชิงตลกเค้าจึงไม่มีความท้าทายในพรสวรรค์ของเค้าก็เป็นได้ เพื่อนผมคนนี้มีนามว่า จิ๋ว ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัย ABAC ใกล้จบแล้วอีกไม่กี่ปี
          จิ๋วเคยพูดกับผมว่า   คนเราส่วนใหญ่พยายามทำตัวเองให้ตลกซึ่งจริงแล้ว   มันเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์เลยทีเดียว   ดังคำที่จิ๋วกล่าวว่า "อันความตลกนั้นไม่ใช่การปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยความคิด   แต่ต้องเป็นอุปนิสัยที่ไม่ได้ใช้ความคิดเข้ามากลั่นกรอง" ตรงคำกล่าวนี้ผมเห็นด้วยครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการจะเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่งแล้วต้องการให้มันขำ   คนส่วนมากนั้นจะคิดก่อนว่าถ้าพูดแบบนี้ไปแล้วจะขำหรือปล่าว   สิ่งที่คุณคิดมากนั้นจะทำให้เรื่องที่อาจเป็นเรื่องตลก กลายเป็นเรื่องเครียดไปเลยก็ได้  ดังนั้นผมขอสรุป   กฏความตลก   ที่จิ๋วนิยามขึ้นมาก็แล้วกันนะครับ
 
1.ถ้าเล่าเรื่องตลก   จงอย่าคิดว่ามันตลก
     - หลายคนอาจค้าน แต่ผมเห็นด้วยกับกฏนี้ เพราะว่า ถ้าคุณคิดว่าเรื่องนี้ตลก แล้วไปเล่าให้คนอื่นฟัง คุณจะเล่าด้วยความไม่เป็นธรรมชาติทำให้เสียสมมดุลย์แห่งความตลกไป
 
2.ก่อนเล่าเรื่องตลก จงอย่าบอกว่า "วันนี้มีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง"
     - กฏข้อนี้สำคัญมากครับ   ในทางจิตวิทยา มีการวิจัยกันออกมาแล้ว โดย ซิมัน ฟรอยด์ ว่าถ้าบอกว่า มีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง ในใจของผู้ฟังจะตั้งความหวังไว้สูงลิ่วกับเรื่องนั้นๆ ทำให้ความตลกโดนกลบด้วยความหวังของผู้ฟังไป
 
3.เวลาเล่า จงอย่าหัวเราะ
     - คุณคิดหรอครับว่าเรื่องที่คุณจะเล่าไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือว่า แต่งขึ้นนั้นมันมีเสียงหัวเราะประกอบ ดูอย่างคู่หูคู่ฮาสิครับ คนที่แสดงไม่ได้หัวเราะเลยแต่กลับไปเสียงคนดูที่หัวเราะ   ดังนั้นถ้าคุณจะเล่าเรื่องตลกแล้วจงอย่าใส่อารมณ์ตลกลงไปในน้ำเสียงที่เล่า
 
          ก็ได้รับรู้กฏความตลก ของจิ๋วไปแล้วนะครับ   มันเป็นจริงทุกกรณีเลยหากใครคัดค้านก็ดูตัวอย่างที่ชัดเจนได้จากบทความนี้ เพราะผมเขียนขึ้นมาเพราะคิดว่ามันตลก ซึ่งขัดกับกฏความตลก ข้อ 1 เต็มๆ
July 25

คุณเคยบ้างไหม?(จริงจังนะเฟ้ย)

แน่นอนทุกคนต้องมีอารมณ์ หงุดหงิด กับสิ่งที่เราทำแล้วมันผิดพลาดในสายตาคนอื่น โอเคทุกคนมองไม่ดี แต่ตัวเราเองกลับมองว่ามันไม่น่าเสียหาย
ความคิดเริ่มแรกเมื่อปัญหาเกิด นั่นแหล่ะคือประเด็นว่า เราจะเอาอย่างไรกับมัน ทำต่อไปในสิ่งที่คนเค้าคัดค้าน หรือว่า ยอมตามน้ำไป ไอ้อย่างแรกมันก็ดีหรอกนะถ้ามีเพื่อนที่คอยเข้าใจเรา มันจะประมาณว่า เราทำอะไรผิดมันก็ยืนข้างเรา(ตรงนี้โชคดีหน่อยที่ผมมี) แต่อย่างหลังโอเค เพื่อนเยอะแน่นนอนแต่มันจะมาพร้อมความเซ็ง
พูดมาก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมน้อ ชีวิตช่วงนี้มันน่าจะมีความสุขกับไม่มีเอาซะเลย
ป.ล. มี Music Video ให้ดูตรง List แหน่ะ
July 23

บทสัมภาษณ์ รปภ. ใต้หอ

วันนี้เรามาสัมผัส ชีวิต ยาม หรือที่เรียกให้ดีหน่อยก็ รปภ. กันนั่นแหล่ะ ต่างกับที่เราคิดขนาดไหน
ผม:::สวัสดีครับลุงเริ่มงานกี่โมงหรอครับ
ลุง รปภ. ::: ไอ้น้องเอ้ย เวลานั้นสำคัญตรงไหน ทำไมเราต้องเอามาตีค่าความเป็นคนกันตรงนี้ การงานที่ลุงทำเนี่ยะมันไม่ได้มีอะไรแน่นอน ลองคิดดูสิว่าซักวันถ้ามีแก๊งโจรกรรมรถข้ามชาติมันมา ขโมยจักรยานใต้หอพักแห่งนี้ ด้วยหน้าที่ของลุงก็ต้องเข้าสกัดกั้นการกระทำของมันเพื่อปกป้องทรัพย์สินของ ทาง ลูกค้าเค้า ดังนั้นต่อให้ลุงต้องพลีชีพเนี่ยะมันก็เป็นเรื่องน่าสมควร อยู่นะ เอ็งว่ามั้ย ถึงแม้ฐานะทางบ้านของลุงจะไม่ค่อยดี ตอนกลางวันลุงก็ต้องวิ่งเมล์เครื่อง เย็นก็ขายลูกชิ้นนี่ภาระทางบ้านของลุงก็ต้องเลี้ยงลูก ที่กำลังโตอีก 4 คนเห็นคนโตมันบ่นบอกอยากได้โทรศัพท์มือถือ ลุงก็เลยไปคุยกับเด็กมหาลัยคนนึงเค้าบอกให้ซื้อ เพจเจอร์ ให้มันไปก่อน ลุงก็ซื้อให้มันไปแล้วกว่าจะเก็บเงินได้ขนาดนั้นมันก็นานหลายเดือนเลยที เดียว แต่มันก็ยังด่าลุงว่าลุงล้าสมัยไม่ทันยุค ลุงก็นึกน้อยใจเหมือนกันนะว่าทำไมวะ กูทำทุกอย่างก็เพื่อเมิงนะเว้ย แต่ก็ช่างเหอะ ยังไงมันก็เป็นลูกลุง ส่วนคนรอง แมร่ง ก็อยู่อาชีวะ ตีกับเค้าทุกวัน แต่ลุงว่ามันก็เป็นลูกผู้ชายดี ชอบสักยันต์ด้วย อีกสองคนมันยังเล็กก็เลยไม่เท่าไร นี่ในท้องเมียลุงยังมีอีกคนนะ 555 สงสัยลุงคงละเมอว่ะ ลุงไม่ได้มีอะไรกับเมียตัวเองเป็นปีแล้ว แมร่งสงสัยตอนหลับลุงละเมอปล้ำมันมั้ง แต่ไม่ใช่ว่าลุงจะได้นอนบ้านบ่อยๆนะต้องเป็นช่วงเทศกาลแหล่ะ ลางานซักวัน ช่วงเวลาพักผ่อนของลุงเองปกติก็จะมาหลับเอาตอนเป็นยามนี่แหล่ะ ก็เอาเปลมาผูก ลมมันเย็นดีนะ หลับเป็นตายเลยแหล่ะ คิดไปแล้วตื่นมาก็ประมาณ ตี 5 พอดีเจ้านายก็มาตรวจตอนตี 5 ครึ่งลุงก็รอดตัวทุกที ทีนี้จะว่าไปไอ้ม๊อบบ้าบออะไรนี่มันก็กัดได้ทุกคนเนอะ มากัดคุณทักษิณ แหม เค้าทำงานก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะต้องทำธุรกิจอีกน่าเบื่อ แต่ลุงก็เสียดายนะ เยอรมันมันทำลุงเลิกเชียร์เลย เชียร์มันทีเงินเก็บจะซื้อ รถเครื่องหมดเลย แต่ไม่เป็นไรนี่ลุงก็เอาจักรยานของเด็กที่ลุงเคยไปเฝ้าหอก่อนนี้มาขี่ป่าน นี้มันคงซื้อใหม่แล้วมั้ง ลุงก็ลืมบอกมันไปว่ายืมมาขี่ ไอ้สมัยนี้น้ำมันก็แพงนะ เติมเท่าเดิมแต่ขับได้แค่นิดเดียวเอง 555 แต่สำหรับลุงไม่เท่าไหร่หรอก 55555
ผม:::ตกลงลุงเริ่มทำงานกี่โมงครับ???
ลุง รปภ.::: 6โมงเย็น ทำไมหรอ
ผม:::ขอบคุณครับ

นิทานก่อนนะ(ก้อนหินกับดอกทานตะวัน)

นานมาแล้วที่ก้อนหินก้อนหนึ่งหันหลังให้กับความรักทั้งปวง มันไม่มีความรักใดๆเลยในชีวิต ก้อนหินเดินทางไปโดยไร้ความรัก แต่แล้วโชคชะตาก็ให้ก้อนหินมาพบกับดอกทานตะวัน ณ ทุ่งแห่งหนึ่ง ก้อนหินหลงรักดอกทานตะวัน มันจึงแสดงออกทางความรักด้วยการ กระแทกตัวเองให้เกิดเสียงและประกายไฟ เพื่อให้ดอกทานตะวันได้รู้ว่า มันรักเธอแค่ไหน ในครั้งสุดท้ายที่มันกระแทกตัวมันเอง นั้นได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ก็ได้มาซึ่งเสียงที่ดังกังวาลและประกายไฟที่เจิดจ้า
เพียงซักครั้งให้คุณได้รู้ความรู้สึกของผม ที่มีต่อคุณ ถ้าต้องเป็นดังก้อนหินก็ยอม....
July 22

ทุกข์ ชาวบ้าน (555+)

ช่วงตอบจดหมายทางบ้าน
จากคุณ บ. วิดยา ศิลปากร
สวัสดีครับพี่ๆ รายการทุกข์ชาวบ้าน วันนี้ผมขอร้องเรียนเรื่องปัญหาความรับผิดชอบของทางผู้ผลิตหน่อยเถอะครับ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อคืนวันจันทร์ ผมเมามากไปสังสรรค์กับเพื่อนมา ตอนจะกลับบ้านผมก็เลยไปไปเอารถซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถยนต์ใน คณะผม คืนวันนั้นผมยอมรับผมว่าผม เมามากอยากรีบกลับ โหแล้วคิดดูผมไขกุญแจรถผมเท่าไรก็ไม่ออก ผมหงุดหงิดมากเพิ่งซื้อมาได้ไม่ไม่ถึงอาทิตย์เลย พี่คิดดูซิครับ ผมเจ็บใจมากเลยพี่ คืนนั้นผมเลยทุบรถซะเละเลย ประชดผู้ผลิตมัน อะไรวะแมร่งซื้อมาไม่ถึงเดือน ก็ที่เขียนมาบอกพี่ๆทีมงาน ก็เพื่อจะได้ ร้องเรียนแล้วก็เป็นอุทาหรณ์ เตือนผู้บริโภคอย่างเราๆว่าอย่าไปเชื่อคำโฆษณามากพี่ๆช่วยบอกหน่อยนะครับว่า สมควรหรือไม่หรือไม่ก็ด่า บริษัท Honda มันไปเลยนะครับขอบคุณ (ลืมบอกไป รถผม Honda สีบรอน นะครับ)

ทีมงานทุกข์ ชาวบ้าน
ผมจะไม่ขอตอบจดหมายคุณ บ. วิดยาศิลปากร นะครับแต่จะขอเอาจดหมายจากทางบ้านอีกฉบับมาอ่านให้ฟัง
จากคุณ จ. เอแบค
ผมเสียใจมากครับพี่ช่วยประนามหน่อย เมื่อวันจันทร์ผมไปหาเพื่อนและนอนค้างกับเพื่อนที่ คณะวิทยาศาสตร์ ศิลปากรครับ และได้จอดรถ Honda civic สีบรอน ไว้ที่ลานจอดรถภายในคณะ แต่แล้วพอเช้าวันอังคารจะกลับกรุงเทพ ปรากฎว่า รถผมเละเทะซะไม่มีเลยครับ โดนใครก็ไม่รู้ทุบทำลายซะยับเยินเลย เลยอยากจะมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมหน่อยนะครับ
ป.ล. แล้วผมไม่เข้าใจไอ้แก๊งพวกนี้ ทำไมรถ มอเตอร์ไซค์ Honda wave สีบรอน ที่จอดข้างๆรถผมทำไมมันไม่ทุบบ้างเนี่ยะ
July 19

แมร่งเอ้ย

แรกเพียงได้พบสบตา ก็ถูกใจกว่าที่เคยพบมา
อยากเข้าไปคุย เข้าไปทักทาย

...แต่ทำไมปากมันหนัก เลยอดทุกๆรอบไป ประมาณ 5-6 ครั้งแล้วในรอบ 2-3 เดือนมานี้
จะว่าไปหรือ สวรรค์ไม่เป็นใจ ส่งสถานการณ์ มาบีบบังคับ
อ้างโน้นอ้างนี่ไปก็เท่านั้นเอง ...
 
There are no photo albums.